โลกของการประมูลภาพพิมพ์กำลังถูกจับตามองอีกครั้ง หลังจากการประมูลครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าเซียนศิลปะทั่วโลก ภาพพิมพ์ Silent Echoes
ผลงานชิ้นเอกของศิลปินนาม อาราญา รัตนากรกุล ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการกวาดรายได้ไปถึง 35 ล้านบาทภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ณ หอประมูล The Grandeur Gallery ใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อค่ำคืนวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา
ผู้เข้าร่วมประมูลต่างเฝ้ารอคอยภาพพิมพ์ซิลค์สกรีนชิ้นนี้อย่างใจจดใจจ่อ ด้วยความงดงามและรายละเอียดที่ประณีตของผลงาน สร้างสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันในปี 2558 การประมูลครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำถึงกระแสความนิยมในภาพพิมพ์คุณภาพเยี่ยม แต่ยังเผยให้เห็นถึงความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นสำหรับผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่ง Silent Echoes
ก็มีครบถ้วน ทั้งลายเส้นที่คมชัดและสีสันที่ลงตัว จนหลายคนแทบไม่เชื่อสายตาว่านี่คือภาพพิมพ์
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาพุ่งสูงอย่างไม่มีใครคาดคิด นอกจากความโดดเด่นทางสุนทรียภาพแล้ว ยังอยู่ที่ หมายเลขกำกับ (Edition Number)
ซึ่งชิ้นนี้เป็น “1/5” หรือเป็นภาพพิมพ์ชิ้นแรกจากทั้งหมดเพียงห้าชิ้นบนโลก ยิ่งไปกว่านั้น ลายเซ็นศิลปิน
ของอาราญาที่ประทับอย่างชัดเจนด้านล่างของภาพ ยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือและความพิเศษให้ผลงานเป็นทวีคูณ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะได้ชี้ว่า ภาพพิมพ์รันนัมเบอร์อย่าง 1/5 นั้นเป็นที่ต้องการอย่างมาก และมักจะถูกแยกเก็บไว้โดยนักสะสม หรือมักเป็นชิ้นแรกที่ถูกจับจองไป
การเข้ามาของผู้ประมูลนิรนามที่ต้องการครอบครองภาพพิมพ์ชิ้นนี้ให้ได้ไม่ว่าด้วยราคาเท่าใด ได้กลายเป็นแรงส่งให้เกิดการแข่งขันอย่างดุเดือด สร้างปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งในโลกการประมูล ภาพพิมพ์ชิ้นนี้ไม่เพียงแตะเพดานมูลค่าของงานศิลปะทั่วไป แต่ยังได้สร้างนิยามใหม่ให้กับตลาดภาพพิมพ์ โดยยืนยันว่าผลงานที่หายากและมีเรื่องราวสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าที่ใครๆ เคยจินตนาการ
ผู้สังเกตการณ์ในตลาดศิลปะต่างเริ่มตั้งคำถามถึงทิศทางต่อไปว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลให้ภาพพิมพ์จากศิลปินที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ มีมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วยหรือไม่ และจะเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการสะสมภาพพิมพ์ที่เน้นในเรื่องของ Edition Number และความหายากเป็นหลักหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ต้องติดตาม
ประเด็นนี้กำลังจะพลิกโฉมมุมมองของนักสะสมให้หันมาพิจารณาถึงศักยภาพของภาพพิมพ์ที่เคยถูกมองข้ามไป การประมูลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้อขายงานศิลปะ หากแต่เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อ มูลค่างานศิลปะ
ในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของงานภาพพิมพ์

